วันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

 

เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย

        1. การสังเกตพฤติกรรมเด็ก (Observation)   การสังเกตพฤติกรรมเด็กเป็นวิธีการวัดและประเมินผลตามสภาพจริงที่เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์สังคมและสติปัญญา โดยที่ครูใช้วิธีเฝ้าดูหรือศึกษาเหตุการณ์ และพฤติกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับเด็กในระหว่างการเรียนการสอนแล้วบันทึกพฤติกรรมตามที่เห็นและได้ยิน ไม่ใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไปและการสังเกตพฤติกรรมต้องมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมของเด็กและเพื่อประเมินพัฒนาการเด็ก
หลักทั่วไปในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก

          1. กำหนดจุดมุ่งหมายและวางแผนการสังเกต

          2. เตรียมตัว เตรียมเครื่องมือ แบบสังเกต

          3. ควรสังเกตครั้งละ 1 คน โดยสังเกตและพัก สลับช่วงเวลา

          4. จดพฤติกรรมที่ตามองเห็นเท่านั้นถ้าต้องการแปล ตีความ ควรแยกเอาไว้

การตั้งจุดมุ่งหมายในการสังเกตพฤติกรรมเด็ก

          1. เพื่อประเมินความสามารถของเด็กค้นหาว่าเด็กมีความสามารถด้านใดและส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน

          2. เพื่อวางแผนส่งเสริมพัฒนาการเด็กแต่ละคนจากข้อมูลที่ได้

          3. เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

          4. เพื่อศึกษาพัฒนาการด้านใดด้านหนึ่งให้ละเอียดมากขึ้น

          5. เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการแก้ปัญหา

          6. เพื่อใช้เป็นข้อมูลรายงานผู้ปกครอง ผู้เกี่ยวข้อง

          7. เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลใส่แฟ้มประวัติสำหรับแนะแนว ส่งต่อให้ชั้นเรียนที่สูงขึ้น

วิธีการสังเกตพฤติกรรมเด็ก    การสังเกตอย่างมีระบบ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทโดยใช้เกณฑ์ คือ

          1. เกณฑ์ระบบ คือ การสังเกตแบบธรรมชาติและ การสังเกตแบบมีโครงสร้าง

          2. เกณฑ์บุคคล คือ การสังเกตโดยผู้สังเกตเข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมอยู่ในหมู่เด็ก

ข้อดีของการสังเกต

          1. เด็กไม่ต้องใช้ความสามารถด้านอ่าน-เขียน

          2. เด็กอยู่ในสภาพธรรมชาติ

          3. กิจกรรมประจำวันดำเนินตามปกติ

          4. ทำให้ครูได้ข้อมูลโดยตรง

          5. วิธีการเหมาะสม เป็นที่ยอมรับ

ข้อจำกัดของการสังเกต

          1. ไม่สามารถวัดความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในต้องสังเกตหลายครั้ง จึงจะเข้าใจเด็กได้

          2. ประสบการณ์ของผู้สังเกต การตั้งจุดประสงค์ในการสังเกต การตีความหมายพฤติกรรม

          3. ระยะเวลาและจำนวนครั้งในการสังเกต

          4. ทำได้ยากขณะที่ครูมีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก

ตัวอย่างแบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม



2. การสัมภาษณ์ (Interview)    การสัมภาษณ์เป็นวิธีการเปิดโอกาสให้มีการสอบถามหรือสนทนาอย่างมีจุดมุ่งหมายระหว่างบุคคล 2 ฝ่ายคือ ผู้สัมภาษณ์และผู้ถูกสัมภาษณ์แล้วมีการบันทึกข้อมูลที่เป็นทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพซึ่งข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์จะสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึก ทัศนคติการรับรู้ของผู้ถูกสัมภาษณ์

การสัมภาษณ์ (Interview)แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1. การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง

ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้าง

2. การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างหรือไม่เป็นทางการ

ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์ แบบไม่มีโครงสร้าง

ผู้สัมภาษณ์ต้องมีประสบการณ์ เชี่ยวชาญในการถาม-ตอบ

3. การสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง (เหมาะกับผู้เริ่มต้นยังไม่มีความชำนาญ)

ตัวอย่างแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง


หลักทั่วไปในการสัมภาษณ์

          1. กำหนดจุดมุ่งหมาย วางแผนการสัมภาษณ์ เรื่องอะไร? สัมภาษณ์ใคร? ต้องการทราบพัฒนาการด้านใด?

          2. เตรียมตัว-เครื่องมือ-รูปแบบคำถาม-สถานที่

          3. ในขั้นสัมภาษณ์ เป็นผู้ฟังที่ดี

          4. ยุติการสัมภาษณ์อย่างเหมาะสม

ข้อจำกัด / ข้อควรระวังของการสัมภาษณ์

          1. ใช้คำถามตรงจุดมุ่งหมาย ไม่ยากเกินไป

          2. ให้เวลาในการตอบคำถามเพียงพอ

          3. การสร้างความไว้วางใจ คุ้นเคยใช้ภาษาเหมาะสมกับวัยเด็ก

          4. การตีความ-วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ ต้องใช้ร่วมกับข้อมูลที่ได้จากการประเมินแบบอื่นๆ

3. การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก (Anecdotes)  เป็นการเขียนเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับตัวเด็กจากเหตุการณ์ที่มีความหมายต่อครูและเด็กครูอาจสังเกตจนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านพ้นไปจึงบันทึก หรือจดบันทึกย่อๆ ขณะสังเกต

การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก

          ช่วยให้ครูพัฒนาทักษะการเขียนเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง

          พัฒนาความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้ดีขึ้น

          มีความเข้าใจ เห็นภาพพจน์เด็กที่ตนสอนมากขึ้น

ตัวอย่างการเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก

 


4. การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ/ มาตราส่วนประมาณค่า/ แบบสำรวจรายการ(Checklists) เป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมเด็กได้ดีขึ้น การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการนั้นครูประจําชั้นจะต้องตั้งวัตถุประสงค์ว่าต้องการจะศึกษาอะไร หลังจากนั้นนํามาสร้างแบบประเมินผลพัฒนาการโดยอาศัยทฤษฎีพัฒนาการเป็นหลัก

            การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการจะได้ผลดีที่สุด ถ้ามีการใช้ควบคู่กับการสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นระบบ การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการช่วยประหยัดเวลาครูได้แต่ถ้าใช้แบบประเมินผลพัฒนาการเพียงอย่างเดียวครูอาจไม่ทราบถึงรายละเอียดของพฤติกรรม พัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็ก

ข้อควรระมัดระวัง

        ครูมีแนวโน้มที่จะเช็คพฤติกรรมที่เกิดขึ้นของเด็กให้อยู่ในช่วงกลางๆ มากกว่าที่จะเป็นช่วงต่ำสุด หรือสูงสุด

 ตัวอย่างการใช้แบบสำรวจรายการ

ตัวอย่างแบบประเมินพัฒนาการด้านร่างกายสำหรับเด็กวัย 3-4 ปี

ชื่อนักเรียน…….... วันเดือนปี เกิด….....อายุ………ปี………เดือน

รายการประเมินพัฒนาการทางด้านร่างกายที่สังเกตเห็นเด็กแสดงพฤติกรรมนั้น โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้

4 หมายถึง ดี

3 หมายถึง ปานกลาง

2 หมายถึง ควรปรับปรุง

ข้อดีของการใช้ Checklists

          - ประหยัดเวลา บันทึกข้อมูลรวดเร็ว

          - ยืดหยุ่นได้ สะดวกต่อการทบทวน วิเคราะห์และตีความข้อมูล

          - สามารถทำอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเสร็จทันที

          - ไม่ซับซ้อน ง่ายต่อการฝึกบุคลากร

          - สามารถติดตามความก้าวหน้า-พัฒนาการได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

 ข้อจำกัดของการใช้ Checklists

          - ประเมินได้ในวงพฤติกรรมที่จำกัด

          - ต้องทบทวน สะท้อนความคิดวิเคราะห์และตีความข้อมูลอย่างระมัดระวัง

          - ไม่สามารถประเมินพฤติกรรมที่ซับซ้อนได้

5. การเขียนบันทึก(Journal)

        - เป็นการบันทึกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเรียน อาจเน้นเฉพาะเด็กที่ศึกษาหรือเฉพาะศูนย์การเรียนหนึ่งๆ

          - บันทึกความรู้สึก ความคิดเห็นได้

          - เป็นการสะท้อนความคิด วิเคราะห์เหตุการณ์ การกระทำต่างๆ ของตนเอง

ตัวอย่าง การทำบันทึกของครู

ข้อดีของการเขียนบันทึก

          - ช่วยให้ครูมีโอกาสสะท้อนความคิดและวิเคราะห์การสอนของตน

          - ช่วยให้ครูทราบและรับรู้เรื่องราวของเด็กเป็นรายบุคคล ครูเข้าใจเด็กมากขึ้น

          - ทราบถึงรายละเอียดและเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นให้ห้องเรียนของตน

ข้อจำกัดของการเขียนบันทึก

ครูต้องใช้เวลาพอสมควรในการจดบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของตนเอง

6. การทำสังคมมิติ (Sociogram)  เครื่องมือประเมินความสัมพันธ์ในกลุ่มและความสัมพันธ์ทางสังคมของเด็กปฐมวัยแสดงรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม สะท้อนโครงสร้างของสังคมในห้องเรียน

           การทำสังคมมิติให้ครูทราบ บทบาทของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียนของตน

เพื่อนมีความรู้สึกอย่างไรต่อเขาใครเด่นที่สุด ใครชอบแยกตัวเล่นคนเดียวเด็กคู่ใดที่ต่างคนต่างชอบเล่นด้วยกัน

เครื่องมือสังคมมิติ

          นิยมใช้ 2 วิธี คือ

          - การทายลักษณะ

          ใครเอ่ย.......?

          ใครเอ่ย หวงของเล่น?

          ใครเอ่ย ช่วยเพื่อนเก็บของเสมอ?

          - การสร้างภาพทางสังคม

          ถ้า ....... หนูจะ .......... ?(ถ้าหนูเลือกเพื่อนที่จะมานั่งข้างๆได้หนูจะเลือกใคร?

ตัวอย่างการทำสังคมมิติ 

 

7. การใช้แบบทดสอบ (Test)

            เป็นชุดของคําถามที่สร้างขึ้นอย่างมีระบบใช้วัดพฤติกรรมพัฒนาการของเด็ก ความรู้และทักษะบางประการ เช่น แบบทดสอบวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กและกล้ามเนื้อใหญ่แบบทดสอบวัดความสามารถในการจับใจความ แบบทดสอบความถนัด เป็นต้น ลักษณะของแบบทดสอบวัดพัฒนาการเด็กปฐมวัยควรใช้แบบทดสอบที่เด็กเข้าใจได้ง่ายและน่าสนใจเช่น แบบทดสอบให้เด็กได้ปฏิบัติจริง แบบทดสอบเชิงสถานการณ์แบบทดสอบใช้รูปภาพประกอบมีสีสัน มีลักษณะเหมือนของเล่น กิจกรรมที่ใช้สอบก็เป็นเสมือนกิจกรรมการเล่นเกม เพื่อให้เด็กเกิดความรู้สึกสบายใจและเป็นอิสระ แบบทดสอบมีข้อดีคือใช้ได้สะดวก รวดเร็ว เก็บข้อมูลได้ง่าย

          ส่วนข้อเสียคือสร้างข้อสอบให้ได้มาตรฐานยากแบบทดสอบที่ใช้วัดพัฒนาการเด็กปฐมวัยอาจใช้แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น ครูอาจจะใช้แนวทางพัฒนาการเด็กปฐมวัยและจุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาระดับปฐมวัยมาสร้างแบบทดสอบ ซึ่งอาจจะเป็นแบบทดสอบเชิงสถานการณ์หรือให้เด็กทําตามที่ครูสั่งให้เด็กตอบคําถามแก้ปัญหาหรือแบบวัดความสมารถในการจับใจความฯลฯหรือใช้แบบทดสอบมาตรฐาน ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่ได้หาเกณฑ์ปกติจากกลุ่มตัวอย่างเด็กจํานวนมากพอสมควร

การใช้แบบทดสอบ ( Test )

          แบบทดสอบบางชนิดใช้ทด์สอบเป็นรายบุคคล บางชนิดใช้ทดสอบเป็นกลุ่ม ตัวอย่างเช่นแบบทดสอบมาตรฐานที่ใช้สําหรับเด็กปฐมวัย ส่วนใหญ่เป็นแบบทดสอบเพื่อสํารวจทั่วไปหรือคัดแยก(screening test) ที่ใช้กันมากคือ แบบทดสอบพัฒนาการเด็กของเดนเวอร์และแบบทดสอบการคัดแยกเด็กแบบแป้นหมุน (Dial-R)แบบทดสอบพัฒนาการเด็กของเดนเวอร์ (พูนสุข สริยาภรณ์และคณะ 2532) ใช้วัดเด็กอายุแรกเกิดถึง 6 ปีข้อทดสอบมี 105 ข้อ เรียงกันตามอายุและความสามารถของเด็ก

          - ด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง หมายถึง การมีความสัมพันธ์และใช้ชีวิตร่วมกับบุคคลอื่นๆ กับการดูแลตนเองในกิจวัตรประจำวัน

          - ด้านกล้ามเนื้อเล็กและการปรับตัว หมายถึง การทำงานประสานกันระหว่างกล้ามเนื้อมือและตา การจัดการกับของชิ้นเล็กๆ และการแก้ไขปัญหา

          - ด้านภาษา หมายถึง การได้ยิน ความเข้าใจภาษา และการใช้ภาษา

          - ด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ หมายถึง การทรงตัว และการเคลื่อนร่างกาย เช่น การนั่ง การเดิน การกระโดด และการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อใหญ่ทั้งหมด

          - นอกจากนั้นทันทีหลังการทดสอบ จะมีการบันทึกลักษณะพฤติกรรมของเด็กขณะทดสอบ 5 อย่างเพื่อบันทึกความเห็นของผู้ทดสอบเกี่ยวกับพฤติกรรมโดยรวมของเด็ก และระบุว่าเด็กได้ใช้ความสามารถของตนมากน้อยเพียงใด ซึ่งทำให้ผลการทดสอบแม่นยำมากขึ้น

คุณประโยชน์ของการใช้ Denver II ในการทดสอบพัฒนาการ

          - สามารถทดสอบผลสรุปรวมของพัฒนาการอย่างรอบด้านที่เป็นระบบ

          - สามารถแยกเด็กที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาพัฒนาการเพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดในขั้นต่อไป

          - ทำการคัดกรองโดยเปรียบเทียบพัฒนาการปัจจุบันของเด็กเปรียบเทียบกับเด็กอื่นที่มีอายุเดียวกัน แต่ไม่ใช่เครื่องบ่งชี้ที่คาดการณ์ถึงความสามารถในอนาคตได้

            การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยอย่างเป็นระบบ มีความสำคัญ สามารถคัดกรองให้ทราบว่าเด็กมีพัฒนาการสมวัยหรือไม่ หากมีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหา มีปัญหาพัฒนาการ หรือมีปัญหาทางด้านการปรับตัว มีการแสดงออกของพฤติกรรมอารมณ์ที่ไม่สมวัย และได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงดู ส่งเสริมพัฒนาการ ได้รับคำแนะนำอย่างถูกต้อง รวดเร็ว รวมถึงการส่งต่อเพื่อเข้ารับการประเมินอย่างละเอียดเพื่อเข้าสู่กระบวนการกระตุ้นพัฒนาการตั้งแต่เยาว์วัย (Early Intervention) จะสามารถส่งเสริมพัฒนาการของเด็กให้ก้าวหน้าได้สูงสุดตามศักยภาพได้

8. แฟ้มสะสมผลงาน( Portfolios )

           แฟ้มผลงานเด็ก เป็นส่วนหนึ่งของการเก็บรวบรวมและตีความข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับเด็กเพื่อใช้ในการประเมินผล ดังนั้นแฟ้ม ผลงานเด็ก ถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทําอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ แฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์ความพยายาม ความก้าวหน้าและความสําเร็จของตนเอง

          แฟ้มผลงานเด็กจึงถือเป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กที่มีจุดประสงค์และกระทําอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอแฟ้มผลงานเด็กช่วยให้ตัวเด็กตระหนักถึงประสบการณ์ความพยายามความก้าวหน้าและความสำเร็จของตนเอง ซึ่งถือเป็นพื้นฐานของการประเมินผลพัฒนาการเด็กและการจัดโปรแกรมการเรียนการสอนต่อไป

ลักษณะของแฟ้มผลงานเด็ก

          1. สามารถยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้

          2. สามารถรวบรวมพัฒนาการและการเรียนรู้ด้านต่างๆ ของเด็ก

          3. มุ่งเน้นที่ความสามารถ หรือจุดเด่นของเด็ก

          4. เอื้อต่อการประเมินผลพัฒนาการแบบต่างๆ

          5. เด็กสามารถมีส่วนร่วมในการเลือกผลงานต่างๆ เข้ามาเก็บในแฟ้ม

          6. คํานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก

          7. จัดทําขึ้นเพื่อประเมินผลได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าที่จะจัดทําเพื่อการประเมินผลที่คงที่

          8. จัดขึ้นเพื่อเป็นแหล่งข้อมูล

ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในการใช้แฟ้มผลงานเด็ก

          1. ผลงานเด็กจําเป็นต้องมีการปรับปรุงดัดแปลงให้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ

          2. การเลือกผลงานเพื่อเก็บรวบรวมใส่ในแฟ้มผลงาน

          3. แฟ้มผลงานเป็นการทบทวนสะท้อนความคิด

9. สารนิทัศน์( Information )   การจัดทําข้อมูลที่เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทํากิจกรรมทั้งรายบุคคลและรายกลุ่มซึ่งหลักฐานและข้อมูลดังกล่าวที่บันทึกไว้เป็นระยะ จะเป็นข้อมูลที่บ่งบอกถึงพัฒนาการของเด็กทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์สังคมและสติปัญญา อีกทั้งยังสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูด้วย

การจัดทําสารนิทัศน์

          1. พอร์ตโฟลิโอสำหรับเด็กเป็นรายบุคคล เช่น การเก็บชิ้นงานหรือภาพถ่ายเด็กขณะทํากิจกรรม

          2. การบรรยายเกี่ยวกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เด็กได้รับ

          3. การสังเกตและบันทึกพัฒนาการเด็ก เช่น ใช้แบบสังเกตพัฒนาการ การบันทึกสั้น เป็นต้น

          4. การสะท้อนตนเองของเด็ก เป็นคําพูดหรือข้อความที่สะท้อนความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึกจากการสนทนา การอภิปรายแสดงความคิดเห็นของเด็กขณะทํากิจกรรม ซึ่งอาจบันทึกด้วยแถบบันทึกเสียงหรือแถบบันทึกภาพ

 

อ้างอิง

ทิพจุฑา สุภิมารส สิงคเสลิต.มปป.เทคนิควิธีการประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย.เข้าถึงได้จาก: 3-1 เทคนิควิธีประเมินเด็ก#2566 (1).pdf. 4 กุมภาพันธ์ 2567




 





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

แบบประเมินBLOG

  แบบประเมิน BLOG ของ นางสาวขวัญจิรา เสียงล้ำ  รหัสนักศึกษา 64121860109 โดยมีการเชิญผู้อ่านให้เข้าชม BLOG จากนั้นทำแบบประเมินจาก Link ด้านล่...